พลิกแซงครึ่งหลัง ไลป์ซิก โหดกว่าแซงเข้าป้ายท้ายเกมอัด เลเวอร์คูเซ่น 4-2

พลิกแซงครึ่งหลัง ไลป์ซิก โหดกว่าแซงเข้าป้ายท้ายเกมอัด เลเวอร์คูเซ่น 4-2

   พลิกแซงครึ่งหลัง แอร์เบ ไลป์ซิก ตกเป็นรองในครึ่งแรกก่อนจะพลิกสถานการณ์กลับมายิง 3 ลูกรวดในครึ่งหลัง แซงเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ไป 4-2

พลิกแซงครึ่งหลัง ไลป์ซิก อัด เลเวอร์คูเซ่น 4-2

   ผลบอลสด ศึกฟุตบอล บุนเดสลีกา ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เปิดบ้านพบกับ แอร์เบ ไลป์ซิก ที่สนาม ไบย์ อารีน่า ในวันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2562

   ไลป์ซิก ทีมอันดับ 3 ต้องการคะแนนเพื่อทำอันดับไปเล่นใน แชมเปี้ยนลีก ส่วน เลเวอร์คูเซ่น ทีมอันดับ 7 ก็ต้องการชัยชนะเพื่อโควต้าเล่นถ้วยยุโรปเช่นกัน

   เริ่มเกม ไลป์ซิก ได้ทักทายก่อนในนาทีที่ 8 จากจังหวะที่ แวร์เนอร์ ได้บอลแล้วหาจังหวะลองยิงนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งหลุดกรอบออกไป

   ถัดมานาทีที่ 10 หลังจากที่ได้ลุ้นประตูอยู่หมาดๆกลับกลายเป็นเสียจุดโทษเมื่อ ออร์บาน ไปเกี่ยว โฟลลันด์ ล้มลงไปในเขตโทษ ผู้ตัดสินจึงชี้ให้เป็นจุดโทษกับ เลเวอร์คูเซ่น ทันที และสุดท้ายเป็น ฮาเวิร์ด ที่รับหน้าที่สังหารเข้าประตูไป เจ้าถิ่นนำก่อน 1-0

   แต่ ไลป์ซิก ก็ไม่ได้ปล่อยให้เจ้าถิ่นได้ใจนานเมื่อมาได้ประตูตีเสมอเร็วในนาทีที่ 17 จากฟรีคิก เป็นจังหวะที่ ฟอร์สเบิร์ก ถูกทำฟาวล์นอกกรอบเขตโทษ แล้วเป็น ซาบิทเซอร์ ที่ปั่นบอลเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงาม ไลป์ซิก ตามตีเสมอได้สำเร็จ 1-1

   จากนั้นทั้งสองทีมเปิดหน้าแลกกันสนุก ในนาทีที่ 13 เป็น เลเวอร์คูเซ่น ที่มาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากลูกเตะมุมที่เปิดเข้ามาหน้าปากประตู แล้วผู้เล่น ไลป์ซิก เคลียร์บอลไม่ดีเลยมาเข้าทาง ฮาเวิร์ด ทางฝั่งขวาเจ้าตัวจัดการซัดด้วยซ้าย บอลพุ่งชนเสาไกลเข้าประตูไป เจ้าถิ่นขึ้นนำอีกครั้ง 2-1

   ไลป์ซิก พยายามจะทวงประตูคืนแต่ยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ส่วนเจ้าถิ่นมีโอกาสได้บุกอย่างต่อเนื่องและเป็นฝ่ายที่ทำได้ค่อนข้างดีกว่า จบเกมครึ่งแรก เลเวอร์คูเซ่น ขึ้นนำ ไลป์ซิก ไปก่อน 2-1

   ครึ่งหลังเจ้าถิ่นส่งบอลเข้าไปกองก้นประตูของ ไลป์ซิก ได้อีกครั้งจากจังหวะหลุดเดี่ยวของ ไบลีย์ เข้าไปซัดด้วยซ้าย บอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมเข้าประตูไปเรียบร้อย แต่ผู้เล่น ไลป์ซิก ประท้วงว่าเป็นลูกล้ำหน้า กรรมการจึงตัดสินใจดู VAR และตัดสินว่า ไบลีย์ ล้ำหน้าจริง จึงไม่ให้ประตูกับเจ้าถิ่น สกอร์ยังคงอยู่ที่ 2-1

   หลังจากที่เกือบจะโดนทิ้งห่าง ไลป์ซิก ก็มาไล่ตามตีเสมอ 2-2 สำเร็จในนาทีที่ 64 จากลูกยิงด้วยเท้าขวาของ แวร์เนอร์ บอลพุ่งเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงาม

   เกมต้องหยุดลงชั่วคราวในนาทีที่ 69 เมื่อผู้ตัดสินต้องไปเช็ค VAR หลังสงสัยว่า ไวเซอร์ จะทำแฮนด์บอลในเขตโทษ หลังจากเช็คเสร็จแล้วผู้ตัดสินจึงเป่าให้ ไลป์ซิก ได้จุดโทษทันที เมื่อมีการพบว่า ไวเซอร์ ทำแฮนด์บอลจริง แล้วเป็น ฟอร์สเบิร์ก ที่รับหน้าที่สังหารบอลเข้าไป ทำให้ทีมเยือนพลิกกลับขึ้นมานำเป็น 3-2

   ช่วงท้ายเกมเจ้าถิ่นบุกอย่างหนักเพื่อจะเอาประตูตีเสมอให้ได้ แต่กลับเป็นฝ่ายที่โดนยิงประตูเมื่อในนาทีที่ 83 คุนญ่า ได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปชิพข้ามตัว ฮราเด็ตคกี้ เข้าประตูไปอย่างเหนือชั้น ไลป์ซิก นำห่าง 4-2

   ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นพยายามบุกอย่างหนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายจบเกม ไลป์ซิก เป็นฝ่ายแซงเอาชนะ เลเวอร์คูเซ่น ไป 4-2

 

โด้แฮตทริก ยูเวนตุส เปิดบ้านไล่อัด ตราหมี 3-0 ลิ่ว 8 ทีม UCL

โด้แฮตทริก ยูเวนตุส เปิดบ้านไล่อัด ตราหมี 3-0 ลิ่ว 8 ทีม UCL

   โด้แฮตทริก ม้าลาย ยูเวนตุส ได้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดแฮตทริกพา ยูเว่ เอาชนะ แอตเลติโกด้ มาดริด ไปขาดรอย 3-0 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย แชมเปียนส์ลีก ด้วยสกอร์รวม 3-2

โด้แฮตทริก ยูเวนตุส เปิดบ้านไล่อัด ตราหมี 3-0

   ผลบอลสด ศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2018/19 รอบ 16 ทีม นัดที่สอง ม้าลาย ยูเวนตุส เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือจาก ตราหมี แอตเลติโกด้ มาดริด ที่สนาม อัลลิอันซ์ สเตเดียม ในวันอังคารที่ 12 มีนาคม 2562

   ยูเวนตุส ชนะใน เซเรียอา มา 3 เกมรวด ส่วน แอตฯมาดริด ชนะมา 5 นัดรวดรวมทุกรายการชนิดไม่เสียแม้แต่ประตูเดียว

   สำหรับคู่นี้เจอกันมา 3 ครั้งในรายการนี้ ซึ่ง ตราหมี ยังไม่เคยพ่ายให้กับ ม้าลาย เลยแม้แต่ครั้งเดียว (ชนะ 2, เสมอ 1) และในนัดแรก แอตฯมาดริด ก็เป็นฝ่ายที่เอาชนะ ยูเวนตุส ไปก่อน 2-0

   เริ่มเกม ยูเวนตุส บุกจากซ้ายไปขวาและเป็นฝ่ายที่ได้ทักทายก่อนจากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายในนาทีที่ 4 แบร์นาร์เดสคี่เปิดบอลไปหน้าปากประตู โรนัลโด้ พุ่งไปอัดกับโอบลัค แล้วบอลมาเข้าทางคิเอลลินี่ ซัดบอลเข้าประตูไป แต่ไม่ได้ประตูเนื่องจากโรนัลโด้โดนจับฟาวล์ไปก่อน

   เกมเลยมาถึงนาทีที่ 27 ในที่สุด ยูเว่ ก็มาได้ประตูขึ้นนำจนได้จากความยอดเยี่ยมของ แบร์นาร์เดสคี่ กระชากบอลไปหน้ากรอบเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนขะเปิดไปเสาสองให้ โรนัลโด้ โหม่งเข้าไปไม่เหลือ ยูเวนตุส นำก่อน 1-0

   หลังจากที่ได้ประตูขึ้นนำ ม้าลาย ยังคงพยายามตั้งหน้าตั้งตาบุกเพื่อจะเอาประตูที่สองให้ได้ นาทีที่ 45 ได้ลุ้นจากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา ปานิช เปิดบอลเข้ามากลางประตูให้ คิเอลลินี่ ได้โหม่ง บอลกำลังจะเสียบใต้คานแต่ โอบลัค ยังพุ่งไปปัดออกไปได้

   จบครึ่งแรก ยูเวนตุส ยังนำอยู่ 1-0

   ครึ่งหลังเริ่มเกมได้เพียงนาทีที่ 48 ม้าลาย ก็มาได้ประตูที่สองจากจังหวะที่ คันเซโล่ เติมเกมขึ้นมาทางฝั่งขวาก่อนจะโยนไปหน้าปากประตูให้ โรนัลโด้ โหม่งบอลเข้าเสาสองเป็นประตูพา ยูเว่ นำห่างเป็น 2-0 ตอนนี้เกมกลับมาเท่ากันแล้ว

   ช่วงท้ายเกมนาทีที่ 86 ยูเวนตุส มาได้ประตูชัยจากจุดโทษเมื่อ แบร์นาร์เดสคี่ ลากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายแล้วถูก คอร์เรอา เกี่ยวล้มลงไปในเขตโทษ ผู้ตัดสินจึงเป่าให้เป็นจุดโทษกับ ม้าลายทันที แล้วก็เป็น โรนัลโด้ ที่รับหน้าที่สังหารบอลเข้าประตูไปไม่เหลือ ยูเว่ กุมชัยไว้ในมือแล้ว 3-0

   ช่วงเวลาที่หลือ ตราหมี พยายามอย่างหนักเพื่อจะเอาประตูคืนให้ได้ เพราะเพียงประตูเดียวก็สามารถทำให้พวกเขาผ่านเข้ารอบแล้ว แต่จนกระทั่งจบเกมก็ไม่สามารถยิงประตู ยูเวนตุส ได้ สุดท้ายจึงเป็น ยูเวนตุส ที่เอาชนะ แอตเลติโกด้ มาดริด ไป 3-0 พลิกผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย แชมเปียนส์ลีก ด้วยสกอร์รวม 3-2

 

พรีเมียร์ลีกอังกฤษ พรีวิว ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

พรีเมียร์ลีกอังกฤษ พรีวิว ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

   พรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2018/19 ฮัดเดอร์สฟิลด์ เปิดบ้านพบกับ เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สนาม จอห์น สมิธ สเตเดี้ยม ในวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562 เวลา 20.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ผลบอลสด

สถิติการพบกัน 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีม

19/08/18 แมนฯ ซิตี้ 6-1 ฮัดเดอร์สฟิลด์ พรีเมียร์ลีก
06/05/18 แมนฯ ซิตี้ 0-0 ฮัดเดอร์สฟิลด์ พรีเมียร์ลีก
26/11/17 ฮัดเดอร์สฟิลด์ 1-2 แมนฯ ซิตี้ พรีเมียร์ลีก
02/03/17 แมนฯ ซิตี้ 5-1 ฮัดเดอร์สฟิลด์ เอฟเอ คัพ
18/02/17 ฮัดเดอร์สฟิลด์ 0-0 แมนฯ ซิตี้ เอฟเอ คัพ

พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ความพร้อมของ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์

   เกมนี้ มาร์ค ฮัดสัน รักษาการกุนซือฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ หมดสิทธิ์ใช้งาน อารอน มอยส์ มิดฟิลด์ และแดเนียล วิลเลี่ยมส์ กองกลางที่ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บบริเวณเอ็นหัวเข่า ส่วนอีกหนึ่งรายคือ อับเดลฮามิด ซาบิรี่ ก็ยังคงไม่หายจากอาการกระดูกไหปลาร้าหัก

   แต่ข่าวดีคือ ทอมมี่ สมิธ กองหลังกัปตันทีมที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่ากลับมามีชื่อเป็นสำรองในเกมล่าสุดและมีลุ้นออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในนัดนี้

   ซึ่งคาดว่า “เดอะ เทอร์เรียร์ส” จะมาในระบบ 3-5-1-1 โดยคาดว่า โลร็องต์ เดอร์ปัวร์ ศูนย์หน้าชาวเบลเยี่ยม น่าจะได้ลงสนามแทน สตีฟ มูนี่ หลังจากที่ต้องตกเป็นตัวสำรองมานาน

   รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะเป็นตัวจริง : โยนาส ลอสเซิ่ล, มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น, คริสโตเฟอร์ ชินด์เลอร์, ทเรนซ์ คองโกโล่, ฟิลิป บิลลิ่ง, โจนาธาน ฮอกก์, เจสัน พันเชี่ยน, ฟลอร็องต์ ฮาเดิร์กโยนาจ, เอริก ดวร์ม, อเล็กซ์ พริทชาร์ด, โลร็องต์ เดอร์ปัวร์

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

   สำหรับ แมนฯซิตี้ รองจ่าฝูงมีคะแนนตามหลังจ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล 7 แต้ม (แต่แข่งน้อยกว่า) ล่าสุดเพิ่งจะเอาชนะ วูลฟ์ มา 3-0

   เกมนี้ขาด เคลาดิโอ บราโว่ ผู้รักษาประตูมือ 2 ที่ยังคงรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บอยู่ ในขณะที่ เบนฌาแม็ง เมนดี้ ยังคงได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าไม่สามารถลงสนามได้ ส่วนในรายของ แว็งซ็องต์ ก็องปานี เซนเตอร์กัปตันทีม ต้องเช็กความฟิตก่อน

   เกมนี้รองจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก น่าจะมาในระบบ 4-3-3 โดย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซิอ เรือใบสีฟ้า วาง 3 ประสานแนวรุกทั้ง เลรอย ซาเน่, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และเซร์คิโอ อเกวโร่ พร้อมล่าตาข่าย

   รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะเป็นตัวจริง : เอแดร์สัน, ไคล์ วอล์คเกอร์, อายเมริค ลาปอร์ต, จอห์น สโตนส์, ดานิโล่, แฟร์นานดินโญ่, ดาบิด ซิลบา, แบร์นาโด้ ซิลบา, เลรอย ซาเน่, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, เซร์คิโอ อเกวโร่

 

 

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พรีวิว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ คริสตัล พาเลซ

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พรีวิว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ คริสตัล พาเลซ

   พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2018/19 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านพบกับ คริสตัล พาเลซ ที่สนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม ผลบอลสด ในคืนวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2018 เวลา 22.00 น.

สถิติการพบกัน 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีม

31/12/2017 คริสตัล พาเลซ 0 – 0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้

23/09/2017 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 5 – 0     คริสตัล พาเลซ

06/05/2017 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 5 – 0 คริสตัล พาเลซ

28/01/2017 คริสตัล พาเลซ 0 – 3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้

19/11/2016 คริสตัล พาเลซ 1 – 2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ความพร้อมของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ คริสตัล พาเลซ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

   เกมนี้ เรือใบสีฟ้า เกมนี้ไม่สามารถใช้งาน ดาบิด ซิลบา, แว็งซ็องต์ ก็องปานี และ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ ที่มีอาการบาดเจ็บไม่สามารถลงสนามได้ ส่วน เควิน เดอ บรอยน์ และ เซร์คิโอ อเกวโร่ กลับมาลงสนามเป็นตัวจริงได้แล้วตั้งแต่เกมบอลถ้วยเมื่อกลางสัปดาห์

  รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะเป็นตัวจริง : เอแดร์ซอน, ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, เอมเมอริก ลาปอร์กต์, ฟาเบียน เดลฟ์, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, แฟร์นันดินโญ่, เควิน เดอ บรอยน์, ราฮีม สเตอร์ลิง, กาเบรียล เชซุส, ลีรอย ซาเน่

คริสตัล พาเลซ

   ทางด้าน ปราสาทเรือนแก้ว คริสตัล พาเลซ เกมนี้หมดสิทธิ์ใช้งาน เวย์น เฮนเนสซี่ย์ นอกจากนี้ยังมี มาร์ติน เคลลี่ ที่เจ็บกล้ามเนื้อในเกมล่าสุดอีกด้วย ส่วน ชีคู คูยาเต้ ต้องรอเช็คความฟิตอีกครั้ง แต่ข่าวดีคือ รอย ฮ็อดจ์สัน จะได้ วิลฟรีด ซาฮา และ เจมส์ ทอมกิ้นส์ กลับมาหลังจากพ้นโทษแบน

   รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะเป็นตัวจริง : บิเซนเต้ ไกวต้า, อารอน วาน บิสซาก้า, เจมส์ ทอมกิ้นส์, มามาดู ซาโก้, พาทริค ฟาน อานโฮลท์, เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, ชีคู คูยาเต้, ลูก้า มิลิโวเยวิช, มักซ์ เมเยอร์, แอนดรอส ทาวน์เซนด์, วิลฟรีด ซาฮา

บทวิเคราะห์

   เกมนี้ แมนฯซิตี้ ได้เล่นในบ้าน ซึ่งถือว่ากุมความได้เปรียบค่อนข้างมาก เพราะจากผลงานในบ้านของ เรือใบสีฟ้า ในฤดูกาลนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก

   ส่วนทางด้านทีมเยือน คริสตัล พาเลซ แม้ว่าผลงานนัดล่าสุดเพิ่งจะกลับมาเก็บ 3 แต้มได้ แต่ผลงานที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยคงที่มากนัก

   ทำให้เกมนี้ไม่ว่าจะมองมุมไหน ยังไงเจ้าถิ่นก็เป็นต่อค่อนข้างมาก เพราะนอกจากความได้เปรียบของ ซิตี้ ที่ได้เล่นในบ้านแล้ว ในเรื่องของขุมกำลังตัวผู้เล่นที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือชาวสแปนิชของ เรือใบสีฟ้า ขนลงสนามในวันนี้แล้วนั้น ก็คงจะยากที่ พาเลซ จะมาเก็บคะแนนจาก เอติฮัด สเตเดี้ยม กลับบ้านได้ เพราะ ซิตี้ ไม่มีวันยอมง่ายๆแน่นอน เพราะตอนนี้ทุกคะแนนมีความสำคัญกับการลุ้นแชมป์เป็นอย่างมาก

 

ฟรีคิกแจ่ม ชิรูด์ กู้ชีพ สิงห์ เชลซี ตามเจ๊า โมล วิดี้ 2-2

ฟรีคิกแจ่ม ชิรูด์ กู้ชีพ สิงห์ เชลซี ตามเจ๊า โมล วิดี้ 2-2

   ฟรีคิกแจ่ม สำหรับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ซัดฟรีคิกช่วยให้ สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ตามเจ๊า โมล วิดี้ 2-2 ปิดท้ายเกมรอบแบ่งกลุ่ม ยูโรป้าลีก

ฟรีคิกแจ่ม ชิรูด์ ซัดพา เชลซี ตามเจ๊า โมล วิดี้ 2-2

   ผลบอลสด ศึกฟุตบอล ยูโรป้าลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มแอล โมล วิดี้ เปิดบ้านพบกับ เชลซี ที่สนาม เฟเรนช์วารอส สตาดิโอน ในวันที่ 13 ธันวาคม 2561 ซึ่งเกมนี้ สิงโตน้ำเงินคราม จัดตัวผู้เล่นแบบผสมผสานโดยให้โอกาสดาวรุ่งได้ลงเป็นตัวจริงบางตำแหน่ง และหากเชลซีชนะ จะเป็นการคว้าชัย 6 เกมรวดในรอบแบ่งกลุ่ม

   เริ่มเกม ทั้งสองฝั่งต่างมีโอกาสทักทายกันไปคนละทีสองที ซึ่งทีมที่ได้ลุ้นก่อนก็คือเจ้าถิ่น เมื่อ ฮุสซ์ติ จ่ายบอลไปให้ นิโคลอฟ ในกรอบเขตโทษ จัดการซัดทันที บอลหลุดออกหลังไป

   ก่อนที่ถัดมาจะเป็น เชลซี ที่ได้ลุ้นบ้างจากลูกเตะมุมที่เปิดเข้ามาทางประตู โมราต้าได้โหม่งบอลไปแฉลบ บาร์คลี่ย์ แต่โดนรับเข้าซอง

   เกมผ่านครึ่งชั่วโมง นาทีที่ 30 เชลซี เป็นฝ่ายที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจากฟรีคิกหน้าเขตโทษเยื้องมาทางฝั่งขวา วิลเลียน ปั่นบอลข้ามกำแพง บอลพุ่งตรงกรอบ โควาคซิค ปัดได้ปลายมื แต่ก็ไม่เพียงพอ ทำให้บอลเข้าประตูไป

   แต่หลังจากนั้นถัดมาเพียงแค่ 2 นาที เจ้าถิ่นก็มาได้ประตูตีเสมอเร็วจากลูกเตะมุมทางฝั่งขวาที่โยนมาทางเสาแรก มิลานอฟ โหม่งบอลมาเข้าทาง อัมปาดู พยายามจะโหม่งสกัดแต่โหม่งไม่ดีกลายเป็นเด้งเข้าประตูตัวเอง โมล วิดี้ ไล่มาเป็น 1-1

   หลังจากที่เจ้าถิ่นตีเสมอได้ เชลซี ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามจะบุกเพื่อลุ้นเอาประตูที่สองให้ได้ นาทีที่ 40 โอดอย ได้บอลทางฝั่งขวาก่อนจะกระชากขึ้นมาแล้วเปิดไปเสาแรกให้ โมราต้า โฉบมายิงแต่นายทวารเจ้าถิ่นยังคงยอดเยี่ยมรับเข้าซองไว้ ได้ ทำให้ครึ่งแรก ทั้งสองทีมจบกันที่สกอร์ 1-1

   เริ่มครึ่งหลัง ไปๆมาๆ เจ้าถิ่นเป็นฝ่ายที่ทำได้ดีกว่าและมาได้ประตูแซงขึ้นนำในนาทีที่ 56 จากจังหวะโต้กลับ มิลานอฟ พาบอลขึ้นมาทางฝั่งซ้ายก่อนจะเปิดข้ามไปอีกฝั่งในกรอบเขตโทษให้ เนโก้ วอลเล่ย์ส่งบอลพุ่งเข้าตาข่ายไปอย่างสวยงาม โมล วิดี้ แซงขึ้นนำ 2-1

   หลังจากที่ต้องตกเป็นฝ่ายตามหลัง เชลซี ก็แทบจะครองบอลเอาไว้ฝั่งเดียวแต่ยังหาประตูตีเสมอไม่ได้ จนกระทั่งนาทีที่ 75 ในที่สุดความพยายามของ เชลซี ก็ประสบความสำเร็จจนได้ เมื่อมาได้ประตูตามตีเสมอ 2-2 จากฟรีคิกระยะไกลเกือบกลางประตู คราวนี้เป็น ชิรูด์ ที่รับหน้าที่ส่งบอลเข้าไปเสียบคานอย่างหมดจด เชลซี ตามเจ๊าจนได้ 2-2

   ช่วงท้ายเกมก่อนหมดเวลาการแข่งขัน ยังคงเป็น สิงโตน้ำเงินคราม ที่ครองบอลเอาไว้ได้มากกว่าเหมือนเดิม และยังคงบุกเพื่อหวังจะเอาประตูชัยให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีประตูเกิดขึ้น

   จบเกม เชลซี บุกมาเสมอกับ โมล วิดี้ 2-2 รั้งตำแหน่งจ่าฝูงของกลุ่มด้วยผลงานการชนะไป 5 นัดและเสมออีก 1 นัด เก็บไปได้ทั้งหมด 16 แต้ม ในศึกยูโรป้าลีก

 

ท็อฟฟี่ เอฟเวอร์ตัน บุกเชือด จิ้งจอก 10 ตัว คารัง 2-1

ท็อฟฟี่ เอฟเวอร์ตัน บุกเชือด จิ้งจอก 10 ตัว คารัง 2-1

   ท็อฟฟี่ เอฟเวอร์ตัน บุกไปเฉือนเอาชนะ จิ้งจอก เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 จุดเปลี่ยนเกมนี้ของ เลสเตอร์ ก็คือการที่ เวส มอร์แกน โดนใบเหลืองที่สองเป็นแดงไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 63 นั่นเอง

   ผลบอลสด ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2561 จิ้งจอก เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านต้อนรับ ท็อฟฟี่ เอฟเวอร์ตัน ที่สนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม

ท็อฟฟี่ เอฟเวอร์ตัน เชือด จิ้งจอก คาบ้าน 2-1

   เริ่มเกมได้เพียงนาทีที่ 7เอฟเวอร์ตัน เป็นฝ่ายที่ได้ประตูขึ้นนำเร็วไปก่อน 1-0 ประตูนี้คงต้องชม แบร์นาร์ด ที่โชว์สกิลยอดเยี่ยม ลากบอลหลบ 2 กองหลังของจิ้งจอกไปจนสุดเส้นหลัง ก่อนจะเปิดไปเสาไกลให้ ริชาร์ลิสัน ได้จบโดยการส่งบอลเข้าไปกองก้นตาข่ายเรียบร้อยรองเรียนท็อฟฟี่

   เกมผ่านครึ่งชั่วโมงแรกนาทีที่ 34 เลสเตอร์ เกือบจะได้ประตูตีเสมอจากหัวหอกของทีมอย่าง เจมี่ วาร์ดี้ ที่อาศัยความเร็วของตัวเองวิ่งแซงกองหลัง เอฟเวอร์ตัน หลุดเข้าไปยิง แต่น่าเสียดายที่บอลหลุดกรอบออกไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น

   แต่แล้วช่วงท้ายครึ่งแรก นาทีที่ 40 เลสเตอร์ ก็เอาจนได้ เมื่อในที่สุดก็มาได้ประตูตีเสมอสำเร็จ จากจังหวะโต้กลับเร็วเป็น เปไรร่า ที่เล่นชิ่งกับ อิเฮียนาโช่ หลุดขึ้นมาทางฝั่งซ้ายก่อนจะเลี้ยงเข้าเขตโทษแล้วตัดสินใจซัดด้วยซ้ายทันที และก็เป็นประตู จิ้งจอก ตามตีเสมอจนได้ 1-1

   ครึ่งหลังนาทีที่ 56 เอฟเวอร์ตัน เกือบจะแซงอีกครั้งจากจังหวะที่ ซิลเวลล์ พาบอลขึ้นมาทางซ้ายก่อนจะตัดเข้ากลาง แล้วจัดการสับด้วยขวาหน้าเขตโทษ แต่บอลข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย

   นาทีที่ 63 สถานการณ์ของเจ้าถิ่นเริ่มจะเลวร้ายลง เมื่อต้องมาเหลือผู้เล่นในสนามเพียง 10 คน เมื่อ มอร์แกน โดนใบเหลืองที่ 2 กลายเป็นแดงไล่ออกจากสนาม จากจังหวะที่เจ้าตัวไปทำฟาวล์ข้างหลังใส่ ริชาร์ลิสัน

   หลังจากที่เหลือผู้เล่นในสนามเพียง 10 คน เลสเตอร์ ก็โดน เอฟเวอร์ตัน บุกอย่างหนักหน่วง จนกระทั่งช่วงท้ายเกมนาทีที่ 77 ก็ต้านไม่ไหว ต้องเสียประตูที่สองให้กับท็อฟฟี่สีน้ำเงินจนได้ จากลูกยิงไกลสุดสวยของ ซิเกิร์ดสัน ที่ระยะประมาณ 35 หลา บอลพุ่งฮุคใต้คานเข้าประตูไปแบบที่ ชไมเคิล หมดสิทธ์เซฟ เอฟเวอร์ตัน นำอีกครั้ง 2-1

   ในช่วงเวลาที่เหลือ เอฟเวอร์ตัน ยังทำเกมบุกอย่างต่อเนื่อง และเกือบจะได้เพิ่มอีกหนึ่งประตูในนาทีที่ 85 จากลูกโหม่งของ ซูม่า แต่บอลข้ามคานออกไปนิดเดียว สุดท้ายจบเกม เอฟเวอร์ตัน บุกไปเฉือนเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 10 คนไป 2-1

 

ปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน เซ็ง!! นำก่อนแต่โดน เอ็มโปลี ตามเจ๊า 1-1

ปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน เซ็ง!! นำก่อนแต่โดน เอ็มโปลี ตามเจ๊า 1-1

   ปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน ขึ้นนำเร็วตั้งแต่ 10 นาทีแรก แต่ในครึ่งหลังมาเสียจุดโทษ ทำให้ เอ็มโปลี ตามเจ๊า 1-1 ในศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา นัดที่ 6 ที่สนาม คาร์โล คาสเตลลินี่ ผลบอลสด วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2561

   เจ้าถิ่น เอ็มโปลี เกมในนัดนี้ปรับทีม 2 ตำแหน่งจากเกมสุดสัปดาห์ โดยเปิดโอกาสให้ อิสมาเอล เบนนาเซร์ และ ฮาเหม็ด ตราโอเร่ ออกสตาร์จเป็นตัวจริง

   ส่วนทางด้านทีมเยือน เอซี มิลาน กุนซือ เจนนาโร่ กัตตูโซ่ ตัดสินใจดร็อป ริคคาร์โด้ โรดริเกซ แล้วให้ ดิเอโก้ ลาซาลท์ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง รวมทั้งพัก กอนซาโล่ อิกวาอิน เปิดโอกาสให้ ฟาบิโอ บอรินี่ ยืนหน้าเป้าแทน

ปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน นำก่อน แต่สุดท้านโดน เอ็มโปลี ตามตีเสมอสำเร็จในครึ่งหลัง

   เริ่มเกมมาไม่เท่าไหร่ เพียงนาทีที่ 10 จากจังหวะที่ ลาซาลท์ พาบอลขึ้นมาทางซ้ายก่อนจะผ่านเข้ากลาง แล้วกองหลังของเจ้าถิ่นสกัดไม่ดี ทำให้ บิญ่า ได้ซัดเต็มข้อ บอลไปแฉลบ คาเปซซี่ สกัดเข้าไประตูตัวเองไป เอซี มิลาน นำก่อน 1-0

   หลังจากที่เสียประตูเร็ว เอ็มโปลี ไม่มีทางเลือกต้องเปิดเกมบุกเพื่อทวงประตูคืนให้ได้ นาทีที่ 31 โอกาสทองสวยๆของเจ้าถิ่น บอลเริ่มจาก เบนนาเซร์ วางบอลยาวไปให้ คาปูโต้ ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งไปชนเสาเต็มๆ

   ถัดมาอีกนาทีเดียวเท่านั้นเป็นทีของมิลานบ้างที่ได้ลุ้นจากจังหวะสวนกลับ โบนาเวนตูร่า ได้ยิงไปติดเซฟของ แตร์รัชเคียโน่ ผู้รักษาประตูเจ้าถิ่น มาเข้าทาง เครสซี่ ซ้ำดาบสองแต่นายทวารเอ็มโปลีก็ยังลุกมาทันปัดทิ้งได้อีกครั้ง

   ช่วงท้ายครึ่งแรกเกมของ เอซี มิลาน ค่อนข้างจะดูดีกว่าเจ้าถิ่น มีอกาสบุกทำเกมอยู่อีกหลายจังหวะ แต่ยังไม่แม่นพอจะเป็นประตู ทำให้จบครึ่งแรก เอซี มิลาน นำ เอ็มโปลี อยู่เพียงแค่ 1-0

   ครึ่งหลัง เอ็มโปลี ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เดินหน้าบุกเข้าใส่ทันที เพื่อหวังทวงประตูคืน แต่ มิลาน ไม่ยอม ยังคงรักษาสกอร์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และมีโอกาสได้สวนกลับบ้าง  นาทีที่ 58 ซูโซ่ ไหลบอลให้ บอรินี่ เข้าไปซัดติดบล็อค

   จากนั้นนาทีที่ 71 เอซี มิลาน ที่รูปเกมดีกว่ามาโดยตลอดต้องมาเสียจุดโทษจากจังหวะที่ บิญ่า ไปทำฟาวล์ใส่ คาปูโต้ ล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษ และเป็น คาปูโต้ ที่ลุกขึ้นมาสังหารเอง แล้วก็ไม่พลาด บอลพุ่งเข้าไปกองก้นตาข่ายเรียบร้อย เอ็มโปลี ตามเจ๊าสำเร็จ 1-1

   ช่วงเวลาที่เหลือ มิลาน พยายามบุกเพื่อจะเอาประตูชัย แต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายจบเกม เอซี มิลาน บุกมาเจ๊ากับ เอ็มโปลี ไป 1-1 นับเป็นผลเสมอเกมที่ 3 ติดต่อกันแล้วของทีมปีศาจแดงดำ

 

 

 

เรือใบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ่าย ลียง อาร์เตต้า ไม่อ้าง ไร้ “เป๊ป” ข้างสนาม

เรือใบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ่าย ลียง อาร์เตต้า ไม่อ้าง ไร้ “เป๊ป” ข้างสนาม

   เรือใบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านพ่ายให้กับ โอลิมปิก ลียง ไป 1-2 ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา มิเกล อาร์เตต้า ที่ต้องลงคุมทีมในฐานะผู้ช่วย เนื่องจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หัวเรือใหญ่ของเรือใบสีฟ้าติดโทษแบนมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว อาร์เตต้า ได้ออกบอกว่าการโดนแบนของ เป๊ป ไม่ใช่ข้ออ้างที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ่ายแพ้ในเกมนี้

   ซึ่งในเกมนี้ ผลบอลสด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดน ลียง บุกมานำไปก่อน 2-0 ตั้งแต่ในครึ่งแรกจากประตูของ แม็กซ์เวล คอร์เนต์ และ นาบิล เฟคีร์ แต่ แมนฯซิตี้ ก็มาฮึดสู้ในช่วงครึ่งหลังที่มาได้ประตูตีไข่แตก 2-1 จากแบร์นาโด้ ซิลวา และเวลาหลังจากนั้นแม้ว่าเรือใบสีฟ้าจะพยายามอย่างหนักเพื่อบุกเอาประตูตีเสมอให้ได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน ทำให้จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้คาบ้านให้กับ โอลิมปิก ลียง ไป 2-1 ตกไปเป็นบ๊วยกลุ่ม F

   ความพ่ายแพ้ให้กับลียงในเกมนี้ ทำให้ ซิตี้ กลายเป็นตัวแทนทีมแรกจากพรีเมียร์ลีกที่แพ้ในรายการแชมเปี้ยนส์ ลีก 4 นัดรวด หลังจากที่ฤดูกาลที่แล้ว แมนฯซิตี้ แพ้บาเซิลในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดสอง และในรอบ 8 ทีม ก็ไปแพ้ทั้งเหย้าและเยือนต่อลิเวอร์พูล

เรือใบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ่าย ลียง อาร์เตต้า ไม่โทษลูกทีม

   หลังจากจบเกม อาร์เตต้า ได้ตอบคำถามนักข่าวในเรื่องที่ว่าการไม่มี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ข้างสนามมีผลกับทีมในเกมนี้หรือไม่ ซึ่ง อาร์เตต้า ตอบว่า “ผมไม่รู้หรอก เพราะเรื่องนั้นมันเป็นแค่การสมมติฐาน”

   “ความจริงคือ เป๊ป ไม่ได้อยู่ข้างสนาม และเราเป็นฝ่ายแพ้ ซึ่งผมไม่สามารถบอกได้ว่าถ้าหากเขาได้อยู่ข้างสนามเราจะชนะ 5-0 หรือแพ้ 3-0”

   “เรารูว่า ลียง มีจุดแข็งและจุดอ่อนอะไรบ้าง ทีมของเราเตรียมตัวมาดี เราไม่ได้เตรียมตัวมาสำหรับการตามหลัง 2-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก”

   “ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีกนี้ไม่มีที่ว่างให้ทีมที่ผิดพลาด แน่นอนว่าถ้าคุณพลาด คุณจะโดนลงโทษ ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง”

   “วันนี้เราเล่นได้ไม่ลื่นไหล เราจ่ายพลาดกันมาก และหาความต่อเนื่องในเกมไม่เจอ ทุกคั้งที่เราเสียบอลหรือพลาดเราจะถูกลงโทษเสมอ ซึ่งนั่นมันทำให้ความมั่นใจของทีมเราลดลง”

   “ในเกมนี้เราพร้อมกันมาก เราต้องการจะออกสตาร์ทแชมเปี้ยนส์ ลีกให้ดีที่สุด เพราะจุดจบเมื่อฤดูกาลที่แล้วมันทำให้เราเจ็บปวดมาก”

   “ไม่มีผู้เล่นคนไหนหรอกที่จะเล่นได้เพอร์เฟคท์ทุกเกม บางครั้งพวกเขาก็มีวันแย่ๆ บางครั้งก็เล่นได้ดีขึ้นผิดหูผิดตา ผมไม่โทษพวกเขาหรอก ผมไม่ได้ตัดสินพวกเขาเพียงเพราะว่าเราแพ้” มิเกล อาร์เตต้า เขากล่าว